Make your own free website on Tripod.com

ประวัติเสภา

ประเพณีการขับเสภามีแต่ครั้งกรุงเก่า แต่จะมีขึ้นเมื่อใดและเหตุใดจึงเอาเรื่องขุนช้างขุนแผนมาแต่งเป็นกลอนขับเสภา ทั้ง 2 ข้อนี้ยังไม่พบอธิบายปรากฏเป็นแน่ชัด แม้แต่คำที่เรียกว่า “เสภา” คำนี้มูลศัพท์จะเป็นภาษาใด และแปลว่ากระไร ก็ยังสืบไม่ได้ความคำ “เสภา” นี้ นอกจากนี้ที่เรียกการขับร้องเรื่องขุนช้างขุนแผนอย่างเราเข้าใจกัน มีที่ใช้อย่างอื่นแต่เป็นชื่อเพลงปี่พาทย์ เรียกว่า “เสภานอก” เพลง ๑ “เสภาใน” เพลง ๑ “เสภากลาง” เพลง ๑ ชวนให้สันนิษฐานว่า “เสภา” จะเป็นชื่อลำนำที่เอามาใช้เป็นทำนองขับเรื่องขุนช้างขุนแผน แต่ผู้ชำนาญดนตรีกล่าวยืนยันว่า ลำนำที่ขับเสภาไม่ได้ใกล้กับเพลงเสภาเลย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นอันยังแปลไม่ออกว่า คำที่ว่า “เสภา” นี้ จะแปลความหมายว่ากระไร แต่มีเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในหนังสือต่าง ๆ บ้าง ข้าพเจ้าเคยได้สดับคำผู้หลักผู้ใหญ่บ้างเล่ามาบ้าง สังเกตเห็นในกระบวนกลอน และถ้อยคำที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเสภาบ้าง ประกอบกับความสันนิษฐาน เห็นมีเค้าเงื่อนพอจะคาดคะเนตำนานของเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนได้อยู่ ข้าพเจ้าจะลองเก็บเนื้อความมาร้อยกรองแสดงโดยอัตโนมัติ ประกอบด้วยเหตุผลซึ่งจะชี้แจงไว้ให้ปรากฏแก่ท่านทั้งหลาย

ว่าด้วยมูลเหตุของการขับเสภา

เดิมไม่ปรากฏแน่นอน มูลเหตุคงเนื่องมาแต่เล่านิทานให้คนฟัง การขับเสภาก็คือการเล่านิทานนั่นเอง พอจะเห็นได้ว่ามาจากการเล่านิทานที่ฟังกันมานานก็จะเบื่อและจืดชืด จึงมีคนคิดจะเล่าโดยแต่งเป็นกระบวนกลอน เมื่อเป็นกลอนแล้วก็สามารถทำให้ไพเราะได้โดยนำมาขับเป็นกลอนเสภา ซึ่งเหตุผลที่ขับแต่เรื่องขุนช้างขุนแผน คงเป็นเพราะว่านิทานเรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นเรื่องที่นิยมแพร่หลาย ด้วยว่าเป็นเรื่องที่สนุกจับใจและเชื่อกันว่าเป็นเรื่องจริง

ว่าด้วยเรื่องขุนช้างขุนแผน

เรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นเรื่องจริง ตามหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า กล่าวว่า มีกษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระพันวษา ครั้งหนึ่งเกิดสงครามกับนครเชียงใหม่ เนื่องจากพระเจ้าโพธิสารราชกุมาร เจ้าเมืองเชียงใหม่ ไม่ชอบที่พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตลานช้างมาเป็นมิตรกับอยุธยา จึงยกทัพมาแย่งชิงพระธิดาแห่งลานช้างไป พระพันวษาทรงพระพิโรธ จึงมีราชโองการสั่งให้เตรียมทัพและตรัสกับพระหมื่นศรีมหาดเล็กให้เลือกทหารที่มีฝีมือมารบ ซึ่งในบัดนั้นผู้ที่จะเก่งกล้าเกินกว่าขุนแผนนั้นไม่มี แต่พระหมื่นศรีมหาดเล็กทูลพระพันวษาว่า ขุนแผนยังอยู่ในคุก พระพันวษาก็ทรงระลึกได้ถึงขุนแผน จึงทรงพระกรุณาโปรดให้ขุนแผนพ้นโทษโดยเร็ว และแต่งตั้งขุนแผนเป็นแม่ทัพออกรบ ก่อนที่ขุนแผนจะออกรบได้แวะที่เมืองพิจิตร เพื่อรับดาบและม้าวิเศษประจำตัวขุนแผน (ดาบฟ้าฟื้นและม้าสีหมอก) ที่ฝากไว้กับพระพิจิตร และขุนแผนก็สามารถตีกองทัพเชียงใหม่จนแตกพ่าย ในคำให้การชาวกรุงเก่า มีเรื่องขุนช้างขุนแผนปรากฏอยู่เท่านี้ เห็นได้ว่าไม่ตรงกับเรื่องขุนช้างขุนแผนที่เราขับเสภากันอยู่ เพราะเรื่องนี้นำมาเล่าเป็นนิทานนานมาแล้วและยังแต่งเป็นกลอนเสภาอีก สันนิษฐานได้ว่าคงมีการตกแต่งเรื่องให้แปลกสนุกสนานและยาวยิ่งขึ้น ขุนช้างขุนแผนที่เราอ่านกันจึงคลาดเคลื่อนเรื่องเดิมมาก ตัวอย่างเช่น ในเสภา ขุนช้างกับขุนแผนแย่งชิงนางพิมพิลาไลยกันหลายตอนและดุเดือดถึงพริกถึงขิงมาก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีปรากฏน่าจะเป็นเพราะมีผู้อื่นแต่งเพิ่มเติมขึ้น

ว่าด้วยหนังสือเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน

การเกิดเสภาขุนช้างขุนแผนนี้ เริ่มมาจากขุนช้างขุนแผนเคยเป็นนิทานซึ่งมีความยาวมาก ยากที่จะเล่าให้จบในคราวเดียว แต่ก็มีผู้เห็นความสำคัญของกลอน อย่างเช่น ในบทอัศจรรย์ บทพ้อ บทชมโฉม บทชมสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่นิยมของคนฟังนิทานในสมัยนั้น จึงมีผู้นำบทกลอนเหล่านี้มาแต่งเป็นกลอนเฉพาะตอนที่อยากฟังและเริ่มนำมาขับเสภาตั้งแต่นั้นมา

ลักษณะเด่นของเสภาขุนช้างขุนแผนที่ทำให้เป็นที่นิยมน่าจะเป็นเพราะใช้คำพูดที่หยาบโลน ทั้ง ๆ ที่นำไปขับในวังที่สมัยก่อนถือเป็นสถานที่ที่เคร่งครัดเรื่องการใช้คำพูด การที่คนในวังที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนจึงทำให้เป็นที่ชื่นชอบ จุดประสงค์ที่ผู้แต่งใช้คำหยาบโลนอีกอย่างน่าจะเป็นเพราะความเชื่อในเรื่องของการนั้นจะทำให้ปีศาจไม่กล้ามาลักพาตัวไป

หนังสือเรื่องขุนช้างขุนแผนมีสำนวนหลากหลายเนื่องจากมีผู้แต่งหลายคน ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น จึงสามารถสื่อให้เห็นความคิด ค่านิยม และวิถีชีวิตของคนไทยในสมัยนั้น ๆ ได้ดี

เสภาขุนช้างขุนแผน ตอน”พลายแก้วเป็นชู้กับนางพิม” สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า เป็นสำนวนพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒)

(ตัดตอนมาจาก “ตำนานเสภา” ในพระนิพนธ์ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ)