Make your own free website on Tripod.com
M

วิเคราะห์ความแตกต่างความสัมพันธ์ของชายหญิงระหว่างในอดีตและปัจจุบันจากบทกลอนที่ปรากฏ

จะเห็นได้ว่า ความสัมพันธ์ของวัยรุ่นในปัจจุบันจะเป็นในรูปแบบคำพูดหรือถ้อยคำที่ไม่กล่าวแสดงความรู้สึกออกมาตรง ๆ แต่มักจะเปรียบเทียบความรักหรือความรู้สึกกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวซึ่งเปลี่ยนไปตามสมัย อาทิเช่น “รู้ไหมว่ามีใครบางคนคิดถึง” จะเป็นการกล่าวลอย ๆ ไม่ระบุตัวผู้สื่อ แสดงลักษณะที่ไม่ตายตัว จะแต่งอย่างไรก็ได้ ไม่คำนึงถึงแบบแผนในการแต่ง และการใช้สรรพนาม”ฉัน เธอ หรือเรา” แสดงให้เห็นถึงความเท่าเทียมกันของฝ่ายชายและฝ่ายหญิงซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ลักษณะของการแสดงความรักระหว่างสองสมัยนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จะเห็นได้ว่าในสมัยก่อนจะมีการกล่าวแสดงความรักในลักษณะที่ตรงไปตรงมา “ถ้าชอบก็บอกว่าชอบ ถ้าไม่ชอบก็บอกว่าไม่ชอบ” แต่จะอยู่ในกรอบของประเพณีที่วางไว้ ฝ่ายชายจะเรียกแทนตนว่า”พี่” และเรียกฝ่ายหญิงว่า”น้อง หรือ เจ้า” แสดงให้เห็นความเป็นผู้นำของผู้ชายในสมัยนั้น อีกทั้งยังต้องมีขนบของการแต่งแบบเกี้ยวพาราสี การชมโฉมนาง ซึ่งปรากฏเป็นขนบของการแต่งวรรณคดี

ลักษณะความสัมพันธ์ของชายหญิงในสมัยก่อนกับในปัจจุบันก็มีความแตกต่างเช่นเดียวกัน เราทราบดีว่าสมัยก่อนการใกล้ชิดสนิทสนมกันระหว่างชายหญิงนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะมีความคิดว่าฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายเสียหายได้ง่าย และสังคมในสมัยนั้นเป็นสังคมที่แคบ สมาชิกในสังคมจะมีความสนิทสนมกันมาก หากใครทำผิด ทุกครัวเรือนก็จะรู้กันไปทั่ว จึงทำให้สังคมต้องสร้างกฎเกณฑ์ของสังคมขึ้นมาซึ่งรวมถึงความสัมพันธ์ของหญิงและชาย หรือที่เราเรียกกันว่า “แฟน” และหากจะกล่าวถึงความสัมพันธ์ของหญิงและชายในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่ามีการเปิดกว้างมากกว่าในอดีตมาก เนื่องจากสังคมมีการเปลี่ยนแปลง อาทิเช่น สังคมมีลักษณะที่กว้างขึ้นหรือที่เรียกว่า พหุสังคม ทำให้ลักษณะการวางกฎเกณฑ์ของสังคมมีลักษณะที่ยืดหยุ่นขึ้น การคบกันของหญิงชายในสมัยก่อนที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ปิดกั้นมาก ก็กลับกลายเป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน ชายหญิงมีสิทธิเสรีภาพในการคบกันและรักกันมากขึ้น

ตัวอย่างบทกลอนแสดงความรักของวัยรุ่นในปัจจุบัน

ตัวอย่างของกลอนที่ใช้สิ่งแวดล้อมเป็นสื่อในการแสดงความรู้สึก

อุตส่าห์ให้เบอร์โทรไปแล้ว

ยังไร้วี่แววว่าเธอจะโทรมาหา

จ้องแต่โทรศัพท์ นับแต่เข็มนาฬิกา

คนดีจ๋า…ป่านนี้ไปอยู่ที่ใด

อยากคุย…อยากคุยด้วย…อยากคุยด้วยที่สุด

ท่องนะโม 3 ชุดยังไม่เลิกสั่นไหว

สัมพันธภาพควรจะคืบหน้า…ไม่ใช่หยุดนิ่งไป

เราปิ๊งกันแล้วใช่มั้ย เธออยู่ที่ไหน…รีบโทรมาเลย

(ทาโร่)

ตัวอย่างของกลอนที่แสดงความรู้สึกที่กล่าวโดยไม่กล่าวถึงผู้พูด

รู้ไหม…ว่ารักมาก

และคงลำบากถ้าเธอไม่อยู่ใกล้

ก็เพราะมีเธออยู่ที่นี่เต็มหัวใจ

ไม่เคยเก็บเอาใครมาฝันใฝ่…นอกจากเธอ

รู้ไหมว่า…รักเธอมาก ๆ

ไม่ใช่เพียงแต่ปากที่พร่ำเพ้อ

แต่หัวใจก็ร่ำร้องว่า ”อยากมีเธอ”

อยากพบ อยากเจอ อยากคุยกับเธอทุก ๆ วัน

รู้ไหมว่ารักนะ

อยากที่จะให้เธอมาร่วมฝัน

ร่วมทางเดินแล้วทำคืนวันที่เงียบงัน

ให้เต็มไปด้วยสีสันของความผูกพันแห่งเรา

(สีม่วง)

ตัวอย่างของกลอนที่แสดงความเท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงผ่านการใช้สรรพนาม

ไม่มีเหตุผล ไม่มีคำอธิบาย

ถึงความรักที่มีมากมายในวันนี้

ไม่รู้ว่าจะหาคำพูดคำใดดี

จึงจะเพียงพอกับความรู้สึกที่มีในหัวใจ

คือความอบอุ่นเนิ่นนาน

คือความอ่อนหวานที่ยากจะหาจากใครคนไหน

คือความสุขลึกล้นเมื่อมีเธอคอยห่วงใย

คือความหมายยิ่งใหญ่ที่สัมผัสได้ในสองตา

สำหรับผู้ชายคนนี้

จะยอมทำทุกวิธีเพื่อให้เธอมีจนวันหน้า

และไม่ว่าคืนวันจะผ่านไปกี่เวลา

ยังยืนยันและสัญญาว่าหนึ่งเดียวเสมอมาคือเธอ

(ตังเม)

ตัวอย่างของกลอนที่ไม่แสดงความรู้สึกออกมาตรง ๆ

แอบสบตาเธอเป็นพัก ๆ

หามุมนั่งที่จะได้ทักกันง่าย ๆ

เพียงเพราะอยากรักษาอาการระวนกระวาย

ที่มันมีมากมายมากขึ้นทุกวัน

ไม่รู้เหมือนกัน…ว่ามันเป็นยังไง

รู้แค่ว่าความฟุ้งซ่านมันหาย…ถ้าได้เจอแค่เธอนั้น

รู้แค่ว่าถ้าอยู่ใกล้ ฉันอิ่มเอิบใจ…อะไรก็ไม่สำคัญ

ไม่รู้เป็นไงเหมือนกัน

รู้แค่ว่าสบตาเธอและได้เจอกันทุกวัน…ฉันสุขหัวใจ

 

(มาบุชี่)

ตัวอย่างของกลอนที่แสดงความรู้สึกผ่านสิ่งที่เป็นนามธรรม

ความรักอาจทำให้คนตาบอดจริงๆก็ได้

ฉันจึงรู้สึกดีๆไปเสียทุกอย่าง

ในเวลาที่มีเธอเดินร่วมทาง

ฉันถึงรู้สึกว่ารอบข้าง…เป็นสีชมพู

เหมือนกำลังอยู่ในความฝันอันอบอุ่น

โลกทั้งโลกดูอ่อนละมุนและสวยหรู

ถ้าหากชีวิตมีเธอแล้ว โลกเป็นสีชมพู

ก็จะตาบอดเพราะความรักดูสักตั้งหนึ่ง…

 

(แมลงปอ)