Make your own free website on Tripod.com

ครั้นรุ่งแผ้วนภางค์สว่างภพ

กระจ่างจบทั่งจังหวัดจำรัสฉาย

จับแสงทินกรดูอ่อนพราย

เสียงสกุณเกริ่นกรายขยับบิน

พระพายชายพัดเรณูร่อน

ลอออ่อนรสสุคนธ์ตรลบกลิ่น

รื่นรื่นชื่นชวยระรวยริน

เจ้าเณรน้อยนึกถวิลประหวัดนาง

นิ่งช้าเพลาจะแสงสาย

ขยับกายลุกเลื่อนมาหน้าต่าง

ล้างหน้านุ่งผ้าสบงพลาง

ห่มดองแล้วก็ย่างลงบันได

ถึงบ้านพิมเข้าพลันมิทันช้า

สำรวมอิริยาให้ผ่องใส

บริกรรมสำคัญมั่นในใจ

หวังจะให้เจ้าพิมนั้นลงมา ฯ

นางพิมพิลาไลยกับสายทอง

อยู่ในห้องจัดแจงแต่งหา

จะใส่บาตรเณรเช้าทั้งข้าวปลา

บุหรี่หมากพลูยาหาครบครัน

กลัวแม่จะเห็นสู้เร้นซ่อน

เอาซองซ้อนเสียดซุกเสียใต้ขัน

เณรพลายไยจึงช้ากว่าทุกวัน

ผันเปิดหน้าต่างก็เห็นตัว

หลบมิดสะกิดเจ้าสายทอง

ดูเณรน้องช่างสำรวมราวกับขรัว

ไม่ไปละข้าไหว้ฉันนี้กลัว

ยิ้มหัวกระซิกกระซี้กัน

สายทองเตือนน้องให้ลงไป

นางพิมพิลาไลยประคองขัน

แอบหลังบังวุ่นพัลวัน

พรั่นพรั่นก้าวลงบันไดไป

ทรุดนั่งตั้งขันลงวันทา

ไม่อาจแลดูหน้าเจ้าเณรได้

เทปรำคว่ำขันประหวั่นใจ

บุหรี่ใส่ปนปลาทั้งหมากพลู

ก้มหน้าขึ้นมาบนบันได

อกใจสะทึกสะเทื้อนอยู่

ครั้นถึงหอนั่งบังประตู

นางสายทองเหลียวดูไม่มีใคร

กระซิบเณรเพลแล้วอย่าบ่ายนัก

จะพาพิมน้องรักออกไปไร่

รีบไปวัดวามาไวไว

ไหนเล่าเจ้าเณรเอาเงินมา ฯ

ครานั้นจึงโฉมเจ้าเณรแก้ว

ยิ้มแล้วตอบคำสายทองว่า

ไม่ลืมคำดอกที่ร่ำเจรจา

สำเร็จไร่ฝ้ายข้าจะแทนคุณ

ถ้าได้แล้วเณรแก้วมิให้พี่

ไปตะโกนกุฎีให้ดังวุ่น

ข้าก็บวชสวดเรียนจะเอาบุญ

รับศีลครุ่นครุ่นไม่กลับกลาย

ค่อยอยู่เถิดหนาจะลาก่อน

แล้วจะย้อนไปไร่มิให้บ่าย

สายทองย่องเยื้องชำเลืองกราย

เณรพลายไปวัดป่าเลไลย ฯ

นางพิมพิลาไลยกับสายทอง

ทั้งสองกินข้าวปลาหาช้าไม่

อิ่มหนำสำราญบานใจ

จึงพูดจาปราศรัยกับมารดา

วันนี้ลูกจะไปที่ไร่เหนือ

ฝ้ายเฝือแตกกระจายเสียหนักหนา

ลูกจะออกไปดูกับหูตา

จะไว้ใจกับข้าไม่ต้องการ

มันลักจำแนกแจกจ่าย

ซื้อขายกินเล่นไปทั้งบ้าน

ลูกเห็นกับตามาช้านาน

จะว่าขานมันก็ไม่ถนัดใจ ฯ

ท่านยายศรีประจันครั้นได้ฟัง

แกด่าดังยกโคตรเป็นไหนไหน

อีขี้ชกฉกลักกูหนักไป

ไวไวแม่พิมออกไปดู

จับได้ใส่เอาด้วยไม้ตะบอง

ให้มันร้องเป็นอ้ายเจ๊กที่ขายหมู

ทั้งลักทั้งกินนินทากู

เข้าหูบ่อยบ่อยอีร้อยกล ฯ

นางพิมพิลาไลยได้ฟังแม่

เรียกข้าเซ็งแซ่อยู่สับสน

ลุกมาวุ่นวายเป็นหลายคน

แบกกระบุงวิ่งซนลงบันได

นางพิมสายทองทั้งสองรา

ลงจากเคหาหาช้าไม่

ข้าไทตามหลังสะพรั่งไป

ถึงไร่เข้าพลันในทันที

ยับยั้งนั่งพุ่มกระทุ่มใหญ่

มึงไปเถิดกูจะอยู่นี่

อย่าเผอเรอเพ้อไปให้ดีดี

บ่ายสี่โมงมึงจึงกลับมา

อีเม้าเต่าหับอีพลับเทศ

อีตานเปรตอีควายฟังนายว่า

ฉวยกระบุงแบกไปพอไกลตา

ก็ร้องเพลงไก่ป่าเก็บฝ้ายพลาง ฯ

ครานั้นจึงโฉมเจ้าเณรแก้ว

เพลแล้วหลีกเลี่ยงลงมาล่าง

ห่อผ้ากระหวัดลัดลอดทาง

ย่างเข้าวิหารสำราญใจ

ครั้นถึงจึงนิมนต์ชีต้นมี

ฉันหนีเจ้าคุณลงมาได้

ชีต้นเมตตาลาสึกไป

กลับมาบวชใหม่ให้ฉันที

ชีต้นตามใจไปเถิดหวา

หาหมากมาฝากกูทั้งบุหรี่

เณรแก้วกราบกรานอัญชลี

ลาเจ้าชีก็สึกด้วยทันใด

จับผ้าคฤหัสถ์สะบัดคลี่

ผลัดแล้วจรลีหาช้าไม่

รีบก้าวสาวตีนไปไวไว

ถึงไร่เข้าพลันทันที

แอบพุ่มพฤกษานัยน์ตามอง

พบนางสายทองผู้เป็นพี่

ยิ้มพยักทักไปด้วยไมตรี

มาอยู่นี่นานแล้วฤาพี่นาง

สายทองเหลือบเห็นเจ้าพลายแก้ว

สึกแล้วยังยืนอยู่ห่างห่าง

ยิ้มเยื้อนเบือนบอกเจ้าพลายพลาง

มาคอยค้างอยู่แต่กินข้าวเช้าแล้ว

เหลียวเหลียวเขม้นไม่เห็นหน้า

คิดว่าจะไม่มาแล้วเจ้าแก้ว

เสียงแกรกแหวกไม้มาต้ำแวว

ถ้าช้าหน่อยก็จะแคล้วไม่พบกัน

จะอยู่นี่ไม่ได้ใกล้หนทาง

ไปซ่อนอยู่พลางตรงนั้นนั่น

ต้นกระทุ่มพุ่มต่ำเป็นสำคัญ

จะพาพิมผายผันมาพูดจา ฯ

ว่าแล้วเท่านั้นนางสายทอง

เยื้องย่องย่างกลับไปลับหน้า

เจ้าพลายหมายพุ่มชอุ่มตา

นวยนาดยาตราทอดตาไป

แทบต้นกระทุ่มพุ่มชัฏ

หลีกลัดเริงรามหนามไหน่

ค่อยย่องตามช่องพนมไม้

เข้าใกล้เห็นพิมผู้ดวงตา

นั่งร้อยบุปผชาติสะอาดโฉม

งามประโลมน่ารักเป็นหนักหนา

จะดูไหนเปล่งปลั่งทั้งกายา

ดังนางฟ้าลอยฟ้อนชะอ้อนงาม

จะใคร่ทักด้วยรักกำเริบทรวง

ยังหนักหน่วงไม่เคยก็คิดขาม

ปากสั่นหวั่นจิตแต่คิดความ

ขยับปากแล้วก็คร้ามประหม่าใจ

เอาความรักหักจิตที่คิดกลัว

กระถดตัวย่องเยื้องมานั่งใกล้

เยื้อนยิ้มทักเจ้าพิมพิลาไลย

สะดุ้งใจตัวแข็งด้วยความอาย

มาจากบ้านนานแล้วฤาไรขา

อนิจจาแม่ออกมาเก็บฝ้าย

บ่าวไพร่สะพรั่งทั้งหญิงชาย

ลำบากกายต้องตามเขาออกมา

เสียดายนวลไม่ควรจะเผือดพักตร์

ลมชักชายแดดก็แผดกล้า

เดินเหนื่อยเมื่อยมึนทั้งกายา

แสนอุตส่าห์ยอดดีนี่กระไร

พี่ติดตามมาด้วยความที่รักน้อง

สายทองบอกบ้างฤาหาไม่

ตั้งแต่วันเทศนายิ่งอาลัย

ครวญใคร่มิได้เว้นอาวรณ์วาย

ยามนอนตาตื่นทั้งสี่ยาม

ดังไฟตามติดอยู่ไม่รู้หาย

ร้อนโรคโศกเสียวอยู่เดียวดาย

แม่สบายอยู่ฤาประการใด ฯ

นางพิมพิลาไลยได้ฟังว่า

ตกประหม่าอกพรั่นหวั่นไหว

ขวยเขินเมินอึ้งตะลึงไป

ด้วยไม่เคยพูดเคยเจรจา

จึงหลีกลดกระถดให้ห่างกัน

นางผินผันหันเมินสะเทินหน้า

ชม้อยชม้ายชายดูแต่หางตา

ไม่ตอบสั่งสนทนาประการใด ฯ

โอ้ว่าแก้วแววตาของพี่เอ๋ย

ไม่พูดเลยเคืองเข็ญเป็นไฉน

เจ้างามปลื้มลืมแล้วไม่อาลัย

จงคิดใคร่ครวญดูแต่เดิมมา

เมื่อเด็กเด็กเล็กเล่นอยู่ด้วยกัน

สารพันร่วมรักกันหนักหนา

เมื่อเล่นขอปลูกหอกับแก้วตา

พี่พาเจ้าหนีขุนช้างไป

ขุนช้างตามพบมันรบพี่

พลั้งตีถูกน้องเจ้าร้องไห้

แก้วตามาประหม่าพี่ยาไย

จงปราศรัยปรองดองสักสองคำ

เสียแรงสั่งหวังใจกับสายทอง

มาถึงน้องให้แจ้งที่ความขำ

กลัวไยใช่พี่จะหยามทำ

มิให้ช้ำชอกเชื่อพี่เถิดรา ฯ