Make your own free website on Tripod.com

ครั้นรุ่งแจ้งแสงทองส่องฟ้า เสียงนกกาออกหากินบินว่อนทั้งพระพายชายพัดส่งกลิ่นหอมของดอกไม้มาอ่อน เจ้าเณรน้อยลืมตาขึ้นก็หวนคนึงถึงพิม นิ่งช้าอยู่จะไม่เข้าทีจึงรีบล้างหน้านุ่งสบงห่มดองครองผ้าคว้าบาตรแล้วก็ย่างลงบันไดมุ่งหน้า พอถึงบ้านพิมก็สำรวมกิริยาบริกรรมหวังจะให้พิมนั้นลงมา

ฝ่ายพิมกับสายทองอยู่ในห้องจัดแจงอาหาร เพื่อจะไปใส่บาตรทั้งบุหรี่หมากพลู ครบสิ้นอุตส่าห์ซ่อนกลัวแม่จะเห็นทำพลางก็บ่นพลางว่าเหตุใดเณรพลายจึงช้ากว่าทุกวัน พอเปิดหน้าต่างก็เห็นเณรแก้วยืนสำรวมอยู่พิมหลบเข้าหลังสายทองแล้วว่า พี่จ๋าไม่เอาแล้วดูเณรแก้วซิสำรวมราวกับว่าเป็นขรัวตาน้องกลัว สายทองหัวเราะกับน้องแล้วว่าอย่ามัวช้าเลยมาเถิดลงไปด้วยกัน พิมประคองขันหลบหลังเจ้าสายทองเป็นพัลวันในใจนั้นให้นึกพรั่นประหวั่นวิตก พอถึงก็วางขันลงนั่งไหว้ไม่กล้ามองหน้าเจ้าเณรแก้ว ครั้นแล้วก็เทข้าวบุหรี่ใส่ปนปลาทั้งหมากพลูแล้วรีบก้าวขึ้นบันไดหนีด้วยความอาย มาถึงหอนั่งก็บังประตูแอบดูอยู่ สายทองเห็นไม่มีใครก็กระซิบกับเณรแก้วว่า บ่ายนี้จะพาพิมน้องไปไร่รีบไปวัดกลับมาไว ๆ ไหนเล่าก็เอาเงินมาหรือเปล่า

เณรแก้วยิ้มเอาแล้วว่า พี่สายทองฉันไม่ลืมคำหรอกที่ให้สัญญาไว้ สำเร็จไร่ฝ้ายเมื่อไรจะแทนคุณ ถ้ามิให้ก็ยอมให้พี่สายทองไปร้องตะโกนที่กุฎี ข้าเองก็บวชเรียนหวังจะเอาบุญรับศีลถือสัตย์แล้วจะกลับคำได้อย่างไร อยู่เถิดพี่ฉันจะลาไปก่อนแล้วจะย้อนไปไร่ฝ้ายมิให้เกินบ่ายได

เมื่อเณรแก้วกลับวัดแล้ว พิมกับสายทองก็รีบกินข้าวกินปลา เสร็จแล้วก็ว่ากับศรีประจันผู้มารดาว่า วันนี้ลูกจะไปไร่ฝ้ายเหนือได้ทราบว่าฝ้ายแตกกระจายอยู่เป็นอันมากจะไว้ใจอีพวกทาสหรือก็หาได้ความไม่ ซ้ำข่าวว่ามันลักไปจำแนกแจกจ่ายกันอยู่ว่ามันหรือก็จับไม่มั่นคั้นไม่ตาย ศรีประจันฟังลูกว่าหารู้เป็นอุบายไม่หากแต่เข้าใจว่าเป็นจริงก็ร้องตะโกนด่าอีพวกไพร่อยู่เปิง ๆ อีพวกขี้ฉ้อตอแหลลักฝ้ายของกู นี่ดีแต่ลูกกูละเอียดลออหาไม่แล้วทรัพย์สมบัติคงถูกมันทำป่นปี้ ลูกเอยจับได้เอาไม้กระบองเพ่นกระบาลมันให้เป็นเสี่ยง ๆ ไป ให้มันร้องจ๊ากเหมือนเจ๊กขายหมูร้องอยู่โวย ๆ ทีเดียว

พิมพิลาไลยกับสายทองสบตากัน แล้วร้องตะโกนสั่งไพร่อยู่โหวกเหวกแบกกระบุงถุงตะกร้าลงบันไดไปยังไร่ฝ้าย มาถึงก็หยุดอยู่ที่พุ่มกระทุ่มใหญ่ร้องบอกพวกไพร่ว่ารีบไปเก็บฝ้ายให้จงดี บ่ายสี่โมงกูกู่จึงค่อยกลับมา บรรดาไพร่ทาสสีมีอีเม้า อีเต่าหับ อีพลับเทศ อีตานเปรต อีควาย ฟังนายว่าก็ฉวยกระบุงแบกตะกร้าร้องเพลงปรยไก่พลางเก็บฝ้ายพลาง

ฝ่ายเณรแก้วพอเพลแล้วก็เลี่ยงลงมาข้างล่างเข้าไปในวิหารนิมนต์หลวงตามีมาแล้วว่าข้าอยากจะลาสึกไปสักพัก กลับมาแล้วชีต้นช่วยบวชให้ข้าใหม่ ชีต้นมีก็ว่ามีอะไรหวาเจ้าออแก้ว แต่ดีแล้วเองไม่ทำให้ช้ำผ้าเหลือง กูจะช่วยสึกให้ ว่าแต่ขากลับมึงอย่าลืมเอาหมากพลูบุหรี่มาฝากกูมั่งก็แล้วกัน เจ้าเณรแก้วลาสึกแล้วก็ลอบออกจากวัดป่าเลไลยมุ่งไปไร่ฝ้ายแอบมองเห็นสายทองผู้เป็นพี่นั่งอยู่ ก็ร้องทักไปว่ามานานแล้วหรือพี่สายทอง เจ้าสายทองยิ้มแล้วว่าเหลียวเขม้นไม่เห็นหน้านึกว่าไม่มาเสียแล้วมาคอยแต่กินข้าวเช้า นี่ขืนช้าหน่อยเป็นไม่ได้พบกัน อยู่ตรงนี้ไม่ได้ไกลหนทางจงไปแอบซ่อนที่พุ่มกระทุ่มต่ำเป็นสำคัญจะพาพิมไป

ว่าแล้วนางสายทองก็หายลับไป เจ้าพลายแก้วย่องไปที่กระทุ่มต่ำ เลาะลัดไปครู่เดียวก็ปะเอาเจ้าพิมนั่งร้อยบุปผาชาติอยู่ พิศดูโฉมแล้วน่าประโลมรักเสียหนักหนา จะดูไหนก็วิไลลออตาเปล่งปลั่งราวกับนางฟ้าลอยมาชม เจ้าเณรแก้วตะลึงลานอยู่ครู่หนึ่งครั้นจะออกปากไปหรือก็ยังปากสั่นประหวั่นจิต ยืนนิ่งตะลึงคิดอยู่ครู่ ครั้นแล้วก็ข่มใจตรงเข้าไปนั่งใกล้ทักเจ้าพิม

มาปะเอาเจ้าเณรสองต่อสอง พิมน้องตัวแข็งด้วยความอาย มือสั่นก้มหน้านิ่งอยู่ เจ้าเณรแก้วเอ่ยขึ้นว่า พิมจ๋ามาจากบ้านนานแล้วหรือ อนิจจาออกมาเก็บฝ้ายกับบ่าวไพร่ไม่น่าจะต้องมาต้องแดดทำให้เสียนวลเลย นี่ก็ลมชายแดดกล้าทั้งไกลจากบ้านอยู่ พิมของพี่ช่างดีเสียนี่กระไรมิได้คิดถึงความเหน็ดเหนื่อย พี่ติดตามพิมมาด้ายความรักแท้ ๆ พี่สายทองบอกความนี้กับพิมบ้างหรือเปล่า ไม่ว่ายามใดจะนอนจะกินก็คิดถึงพิมอยู่ทุกเวลา ยิ่งวันเทศน์นั้นด้วยแล้วก็ยิ่งอาลัยมิรู้สร่าง พิมจะไม่เมตตาพี่บ้างหรืออย่างไร

แม้ใจตระหนักอยู่ว่ารักเขาแล้ว พิมน้อยก็ไม่อาจจะเอ่ยคำใดได้ ทั้งขวยเขินเมินหน้าซ้ำกระเถิบถอยห่างเมื่อเห็นเจ้าเณรแก้วกระเถิบเข้ามาใกล้เพียงแต่ชายตามองดูแล้วสะท้อนใจ

เจ้าเณรแก้วพูดเสียทีแล้วก็ชักย่ามพรรณนาต่อไปว่า ไม่พูดกับพี่เลยเห็นพี่เป็นอย่างใดไปหรือ แม่จงใคร่ครวญดูแต่เก่าก่อน เราสองก็หาใช่คนอื่นไกลไม่ เคยรู้จักกันมาไม่ยิ่งกว่านั้นไซร้เรายังเคยได้เล่นร่วมกันเมื่อเด็ก ๆ จำไม่ได้หรือเมื่อเล่นปลูกหอกัน พี่พาเจ้าหนีขุนช้างมันตามมารบพี่พลั้งตีถูกเจ้าจนร้องไห้ แก้วตาของพี่อย่ามาสะเทิ้นเมินอายด้วยเรื่องอันใด เสียแรงพี่สั่งไว้กับเจ้าสายทอง

ฟังเจ้าเณรแก้วว่าเห็นจริงทุกสิ่งทุกอย่าง เหลียวดูหน้าเจ้าพลายแก้วยังจำได้แม้กระทั่งเสียง พิมน้อยก็ค่อยหายประหวั่นพรั่นใจ จึงว่าฉันลืมพี่ไปจริง ๆ มิได้คิดว่าจากกันไปแล้วจะได้พบกันอีก เมื่อวันเทศน์น้องจะทักหรือก็กระดากเพราะเป็นหญิง ส่วนน้ำใจแล้วหาได้เกลียดชังอะไรไม่ เกรงไปว่าถ้าพลาดท่าพลั้งไปดีไม่ดีคนก็จะนินทาซึ่งสั่งพี่สายทองมาว่าไม่ทักนั้นโกรธน้องหรือจึงพ้อเอาต่อหน้า บวชอยู่เมื่อเช้านี้สึกออกมาทำไมจึงไถลมาถึงไร่ หรือว่าพากเพียรเรียนวิชาจนจบสิ้นจะสึกหาไปบ้านช่องเมืองกาญจน์ หรือว่าพานรักพี่สายทองอยู่ที่ต้นมะต้องต้นใหญ่นั้นพี่ไปดูเถิด

เสียงของน้องเจ้านั้นก็เพราะเสนาะหูอยู่ ครั้นมาได้ยินว่าเจ้าไปเรรวน เจ้าแก้วก็ว่า พี่หนีสึกมาก็เกรงไปว่า จะมีมลทินแก่ผ้าเหลือง เรื่องต้นมะต้องนั้นไม่ต้องกล่าวถึงดอก เจ้าก็รู้แล้วไม่ใช่หรือว่าพี่มานี่ก็เพื่อมาพบพิม เป็นกุศลแต่ปางหลังที่ดลใจให้พี่กลับมาสุพรรณอีกครั้งหนึ่งหลังจากต้องระเห็จระเหินไปแต่เล็ก ๆ ครั้นมาพบพิมสิเล่าเจ้าไม่ทัก จะออกปากฝากรักหรือก็ไม่กล้า นี่ดีต่อพบสายทองมีท่าจึงได้เจรจาฝากคำ มาวันนี้เหมาะนักเราอยู่สองต่อสองจะมอบไมตรีให้เจ้าไว้ ใช่ว่าพี่จะเสแสร้งแกล้งกล่าวแต่คำหวาน ถ้าได้เจ้ามาไว้เป็นคู่ครองจะรักเจ้าไม่จืดจาง

เจ้าพิมว่าดูดู๋มาคิดอกุศลให้ดลจิตคิดทำลายน้อง เป็นเพื่อนอยู่ก็ดีแล้วไหงมาไพล่จะเป็นชู้ พูดอย่างนี้จะดีที่ไหนเจ้าพลายแก้วทีหน้าทีหลังอย่าได้มาเจรจาอีก นั่งอยู่ช้าไยเจรจาพอรู้ความแล้วก็กลับไปเสียเถิดพวกบ่าวไพร่มาจะพากันหลังลาย

เจ้าพลายแก้วก็ว่าพิมเอ๋ยถ้าพี่ผิดคิดมิชอบจะคิดใหม่ นั่งลงก่อนซีจะรีบไปไหนพี่มิได้แกล้งแต่งคำมาล่อลวงหรอก อันจริงแล้วพี่รักเจ้าเทียมเท่าชีวาก็ว่าได้ เชิญหันหน้ามาทางนี้เถอะ จะมีเจ้าเท่านั้นที่จะช่วยรักษาให้หายจากไข้หนัก

ฟังว่าเจ้าพิมก็ว่าไป พี่แก้วนั้นช่างพูดช่างเจรจานักเขาว่าคนเรามักจะพูดรักด้วยคำง่าย ๆ อันผู้ชายนั้นเชื่อยากปากอย่างใจอย่าง ใครไม่รู้ก็จะหลงเชื่อด้วยคำลวง นี่คิดดีแล้วหรือจึงมาเจรจาเอาฉอด ๆ แต่แรกก็ว่ารักเทียมเท่าชีวาอุตส่าห์บุกป่าฝ่าดงมา อันมนุษย์นั้นสุดแสนจะเชื่อแล้วเหมือนของกินมีเปรี้ยวแล้วก็ต้องมีเค็ม ต้มแกงหวานมันอร่อยถ้าซ้ำซากอยู่นานไปมันก็เบื่อหน่าย ผู้ชายก็ฉันนั้นเพียงแต่ต้มแกงยังเป็นไปได้ นับประสาอะไรกับประเวณีมีแต่กำเริบใจให้หมายมั่นมุ่งแต่ใหม่ ๆ จะอุปมาก็เหมือนผ้านุ่งได้ใหม่ก็นิยมชมชื่นว่าสวยงาม ครั้นยามขัดสนมิได้มีผ้าอื่นมาพันกายนุ่งซ้ำซากจนลายหายก็สิ้นสวย พอได้ใหม่สิทำสำรวยอวดร่างว่าฉุยฉาย เป็นสองผืนสามผืนไปจะเปรียบรักก็เช่นกันพอเก่าแก่นานวันมีแต่แหนงหน่าย ลงขนาดเป็นผ้าชุบอาบแล้วไซร้ก็มีแต่จะซักฟาดจนขาดวิ่น ถึงแม้จะเย็บตะเข็บประสานจานเจือก็ไม่เหมือนดังเนื้อเดิม หญิงชายครั้งแรกก็ว่าจะตายแทนกันได้ แต่ที่ไหนเพียงแต่ลิ้นกับฟันก็ยังกระทบกันอยู่ ที่พี่แก้วมาพรรณนานั้นก็คิดเอ็นดูอยู่ใช่ว่าจะตัดรอนมิไว้ใย

แต่การอันใดมิพึ่งผู้ใหญ่คนสามเท้าแล้วก็แย่นัก หากพลาดผิดพลั้งรักไปใครจะนิยมว่าตัวดี ถ้าพี่มีไมตรีหมายมั่นต่อน้องจริงก็สู่ขอยอดหญิงต่อมารดา น้องจะมิพักต้องว่าจะยอมมอบกายถวายสิ้น หากชายอื่นในแดนดินมาข้องเกี่ยว จะมิวุ่นวายจะขืนใจมารดามาตรจะฆ่าฟันก็ตามทีเถิด แต่การจะทำชู้สู่สาวในกลางไร่ผิดความชั่วระเบือไปก็มีแต่จะเสื่อมเสีย อย่ามาทำเซ้าซี้อยู่ร่ำไร ถ้ารักจริงเห็นใจก็รีบกลับไปเสียเถิด ถ้าพวกบ่าวไพร่มาเห็นเข้าจะยุ่งใหญ่ พ่อเห็นควรฤกษ์ใดมาสู่ขอ

เจ้าพลายแก้วกระเถิบเข้าใกล้แล้วว่า พิมเอ๋ยกระไรเลยมาไล่พี่เหมือนไม่มีไมตรีรัก อันการสู่ขอนั้นใช่ว่าพี่มิได้นำพา หากแต่ไม่แน่ว่ามารดาน้องมิปรองดองจะทำอย่างไรกัน รักก็นับพลันแต่จะห่างเหิน น้องเล่าก็คงเมินหน้าไม่ทักทาย ถ้ามั่นใจหมายรักเจ้าแก้วแล้วก็อย่าสลัดปัดไมตรี พี่ขอฝากดวงใจไว้กับเจ้าเพียงครั้งเดียว อันเจ้ามาเปรียบเทียบกับจิตใจของมนุษย์ ไม่สิ้นสุดความโลภเหมือนของกิน นั้นจริงแลแต่ของอื่นหมื่นแสนแม้นจะอร่อยรสก็ย่อมเอาข้าวนั้นแลเป็นต้นตั้ง จะเปรียบผ้าเก่าทุเรศน่าชังแต่ถ้าเป็นยกทองต้องตาก็หาเหมาะแก่การขว้างทิ้ง เพราะแพงราคาเก่าก็ต้องอุตส่าห์ไว้เชยชมประจงใส่หีบถนอมไว้ หากมีการงานใด ๆ จงได้สวมใส่ให้เป็นที่นิยมของฝูงชน อันผ้าใหม่ถึงจะได้มามากก็นุ่งลากนุ่งถูหาเหมือนผ้าเก่าไม่ พิมเอย นี่ตะวันก็บ่ายชายคล้อยแล้วน้องแก้วจะมาหวงอยู่ไยให้พี่ได้เชยชมให้สมรักสักหน่อยเถิด

พลางเจ้าแก้วก็ฉวยชักฉุดคว้าสไบพลางว่า นี่เจ้าซื้อมาแต่เมื่อไรหรือ เจ้าพิมนิ่มน้องเห็นเจ้าหนุ่มปากว่ามือถึงเช่นนั้น ก็ปัดชายสไบแล้วว่า อย่ามาชมเลยจ้าสไบของแม่ให้ ดูซิมาทำและเลียมข่มเหง อย่านะเออ